• ระบบการพิมพ์
  • ขนาดมาตราฐานของงานพิมพ์
  • ชนิดของกระดาษ
  • รูปแบบการเข้าเล่มแบบต่างๆ
  • ความหนาของกระดาษ
  • หมึกถั่วเหลือง
  • ระบบการพิมพ์

    1. 1. ระบบออฟเซ็ต เป็นระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ใช้พิมพ์ สมุด หนังสือ ใบปลิว โปสเตอร์ แผ่นพับ นามบัตร ใบเสร็จ เพราะพิมพ์ได้สวยงาม พิมพ์ภาพได้ดี พิมพ์สี่สีสวย เหมาะสำหรับงานที่มียอดพิมพ์สูงๆ

    2. 2. ระบบพิมพ์ดิจิตอล เป็นเครื่องพิมพ์ที่ได้พัฒนาให้มีความคมชัด และให้มีความแพร่หลาย เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และสามารถสั่งพิมพ์ได้ง่าย อนาคตมีแนวโน้มในการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้นและราคาถูกลง

    3. 3. ระบบซิลค์สกรีน พิมพ์ภาพได้ไม้ค่อนดี เหมาะกับงานลายเส้น งานที่มีจำนวนพิมพ์ไม่มาก งานพิมพ์บนวัสดุที่พิมพ์ยาก เช่น สติ๊กเกอร์ ไม้ แก้ว หนัง ผ้า และแผ่นซีดี นิยมใช้พิมพ์นามบัตรด้วย เพราะนามบัตรจำนวนพิมพ์น้อย


  • ขนาดมาตรฐานของงานพิมพ์

    ประเภทหนังสือ

    1. • A4 ขนาดไม่เกิน 8 1/4" x 11 3/4"
    2. • A5 ขนาดไม่เกิน 5 3/4" x 8 1/4"
    3. • 8 หน้ายก ขนาดไม่เกิน 7 1/2" x 10 1/4"

    คำว่า หน้ายก

    ในการพิมพ์หนังสือ โดยปกติจะไม่พิมพ์ทีละหน้า จะพิมพ์มากกว่าหนึ่งหน้าเสมอ เมื่อพิมพ์ครบ 2 ด้านแล้ว จึงนำมาพับให้ได้ขนาดรูปเล่มที่ต้องการ แผ่นพิมพ์ที่นำมาพับนี้ เรียกว่า ยก เช่น 8 หน้ายก คือ แผ่นพิมพ์ที่พิมพ์ได้ 2 ด้าน เท่ากับ 8 หน้าและ 16 หน้ายก คือ แผ่นพิมพ์ที่พิมพ์ได้ 2 ด้านเท่ากับ 16 หน้า ดังนั้น คำว่า ยก คือ จำนวนหน้าของหนังสือที่พิมพ์ต่อกระดาษแผ่นใหญ่ 1 แผ่น

    ประเภทงานเบ็ดเตล็ดทั่วไป

    1. • นามบัตร ขนาด 3 1/2" x 2 1/8"
    2. • การ์ดเชิญ ขนาด 7" x 5"
    3. • แผ่นพับ ขนาด 11 1/2" x 8 1/4"
    4. • โปสเตอร์ ขนาด 15” x 21”, 17” x 24”, 24” x 34”


  • ชนิดของกระดาษ

    ชนิดของกระดาษเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่แปรผันตรงกับต้นทุนการพิมพ์ กระดาษที่ดีมีคุณภาพสูงจะให้งานที่ออกมาดูดี สวยงามและคงทน แต่ก็จะทำให้ต้นทุนสูงตามไปด้วยเหมาะกับงานที่ต้องการความประณีตสูง เก็บไว้ใช้งานได้นาน กระดาษคุณภาพรองลงมาอาจจะใช้สำหรับงานที่ไม่ต้องการความสวยงามมากหรือไม่ต้องการเก็บไว้นาน เช่น ใบปลิว หนังสือพิมพ์ ฯลฯ

    1. 1. กระดาษอาร์ต กระดาษชนิดนี้เนื้อจะแน่น ผิวเรียบ เหมาะสำหรับงานพิมพ์สี่สี เช่น โปสเตอร์ โบรชัวร์ ปกวารสาร ฯลฯ กระดาษชนิดนี้ราคาค่อนสูง คุณภาพกระดาษแตกต่างกัน แล้วแต่มาตรฐานของผู้ผลิต มีให้เลือกหลายแบบ ได้แก่

      1. • กระดาษอาร์ตมัน กระดาษเนื้อเรียบ เป็นมันเงา พิมพ์งานได้ใกล้เคียงกับสีจริง สามารถเคลือบเงาได้ดี ความหนาของกระดาษมีดังนี้ 85 แกรม , 90 แกรม , 100 แกรม , 105 แกรม , 120 แกรม , 130 แกรม , 140 แกรม , 160 แกรม

      2. • กระดาษอาร์ตด้าน กระดาษเนื้อเรียบ แต่เนื้อไม่มัน พิมพ์งานสี ความหนาของกระดาษมีดังนี้ 85 แกรม , 90 แกรม , 100 แกรม , 105 แกรม , 120 แกรม , 130 แกรม , 140 แกรม , 160 แกรม

      3. • กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีขนาดหนาตั้งแต่ 100 แกรมขึ้นไปเหมาะสำหรับพิมพ์งานโปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ หรืองานต่างๆ ที่ต้องการความหนา

      4. กระดาษอาร์ตการ์ด 1 หน้า เป็นกระดาษอาร์ตที่มีความแกร่งกว่ากระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า หนาตั้งแต่ 190 แกรมขึ้นไป เหมาะสำหรับพิมพ์งานที่ต้องการพิมพ์แค่หน้าเดียว เช่น กล่องบรรจุสินค้าต่างๆ โปสเตอร์ โปสการ์ด ปกหนังสือ เป็นต้น

    2. 2. กระดาษปอนด์ นิยมใช้ในงานหนังสือโดยเฉพาะพิมพ์เนื้อใน เหมาะสำหรับงานที่ผู้ผลิตต้องการผลิตหนังสือราคาไม่แพง เนื้อกระดาษมีคุณสมบัติรองรับน้ำหนักได้ในระดับปานกลางตามความหนากระดาษที่ต่ำกว่าปอนด์ 80 หมึกจะซึมทะลุด้านหลังได้ ดังนั้นถ้าหากมีภาพควรใช้กระดาษปอนด์ 80 ขึ้นไป เพื่อความสวยงามของหนังสือ

    3. 3. กระดาษถนอมสายตา (Green Read) เป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นสำหรับงานหนังสือโดยเฉพาะ เนื้อกระดาษเป็นสีเหลืองนวลช่วยลดแสงสะท้อนสู่ดวงตา ทำให้อ่านหนังสือได้สบายสายตา กระดาษถนอมสายตามีน้ำหนักเบา และเมื่อทำเป็นเล่มขึ้นมาจะมีความหนา ดูคุ้มค่า คุณสมบัติเนื้อกระดาษรองรับสีได้ดีเมื่อพิมพ์ภาพลงไปแล้ว สีจะดูสดใสและนวล มีราคาสูงกว่ากระดาษปอนด์ไม่มาก เหมาะกับการใช้พิมพ์งานหนังสือที่มีจำนวนหน้ามาก เช่น หนังสือประเภทวรรณกรรม

    4. 4. กระดาษปรู๊ฟ เป็นกระดาษที่มีราคาถูก เนื้อกระดาษบางมีสีเหลืองอ่อนๆ เหมาะกับการใช้ในงานพิมพ์ที่มีอายุการใช้งานสั้น เน้นจำนวนการผลิตมาก หนังสือพิมพ์รายวันเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เพราะคุณสมบัติของกระดาษตรงกับลักษณะการใช้งาน

    5. 5. กระดาษคาร์บอนเลส เป็นกระดาษที่มีการเคลือบเคมี เมื่อเขียนด้านบนแล้วข้อความก็จะติดไปในกระดาษแผ่นล่างด้วย เพื่อทำเป็นสำเนา กระดาษชนิดนี้เหมาะกับการทำเป็นใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารด้านการเงินขององค์กรที่ต้องการสำเนาหลักฐาน

    6. 6. กระดาษกล่อง และกระดาษลูกฟูก กระดาษสองชนิดนี้เป็นกระดาษที่นำมาขึ้นรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ได้ เนื้อกระดาษมีความแข็งแรงตามชนิดของกระดาษ เนื้อกระดาษปกติมีอยู่สองสี ถ้าเป็นหน้าขาวจะพิมพ์ได้สวยงามทำให้สินค้าดูมีคุณค่า แต่ถ้าเป็นสีน้ำตาลก็มักจะใช้กับสินค้าบางประเภท

    7. 7. กระดาษแอร์เมล์ เป็นกระดาษที่มีเนื้อบางมาก ปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว

    8. 8. กระดาษพีวีซี กระดาษชนิดนี้มีความทนทาน เนื้อเหนียว ส่วนมากนำมาใช้ทำนามบัตร และปกรายงาน


  • การเข้าเล่ม

    การเข้าเล่มสามารถทำได้หลายวิธีตามเหมาะสม ดังนี้

    1. 1. เย็บมุงหลังคา เป็นการเย็บกลางเล่มของหนังสือ การเย็บวิธีนี้เหมาะสำหรับหนังสือ ที่มีความหนาไม่เกิน 80 หน้า ของกระดาษปอนด์ 60 เพราะหากหนามากจะทำให้หนังสือปิดไม่สนิท ตรงกลางเล่มโป่งพอง

    2. 2. เย็บลวดหุ้มสัน วิธีนี้เหมาะสำหรับหนังสือหนาไม่เกิน 3/4 นิ้ว มีความแน่นหนา แข็งแรง แต่จะไม่สามารถเปิดออกได้เต็มที่ เนื่องจากต้องเสียพื้นที่สำหรับลวดเย็บอย่างน้อย 1/4 นิ้ว

    3. 3. เจาะรูร้อยเชือก วิธีนี้เหมาะสำหรับหนังสือหนาเกินกว่า 3/4 นิ้ว จะใช้วิธีเจาะรูแล้วร้อยเชือกมัดให้แน่น แล้วจึงทากาวปิดปก วิธีนี้จะมีความแข็งแรง แน่นหนา แต่ไม่สามารถเปิดออกได้เต็มที่ คล้าย ๆ กับการเย็บลวดหุ้มสัน

    4. 4. ไสสันทากาว วิธีนี้เป็นการเข้าเล่มที่ไม่ต้องใช้ลวด แต่ใช้กาวแทน จะทำได้รวดเร็ว สวยงาม แต่หากทากาวไม่ดี จะทำให้เนื้อในของหนังสือหลุดได้

    5. 5. เย็บกี่ วิธีนี้เป็นการเข้าเล่มที่ดีที่สุด แข็งแรง แต่ราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากต้องเย็บสันด้วยเชือกกี่ละ 1-2 ยก แล้วจึงนำแต่ละกี่มารวมกัน แล้วจึงนำกาวปิดปกอีกที

    6. 6. ทากาวแบบสมุดฉีก เป็นการเข้าเล่มสมุดฉีก ซึ่งไม่ต้องการความแน่นหนา สามารถฉีกใช้ได้ทีละแผ่น



  • ความหนาของกระดาษ

    การวัดความหนาของกระดาษทำได้ยาก เพราะกระดาษแต่ละแผ่นบางมาก ดังนั้นต้องใช้วิธีชั่งนํ้าหนักของกระดาษ โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า กระดาษหนาย่อมมีนํ้าหนักมากกว่ากระดาษบาง โดยพิจารณาจากน้ำหนักของกระดาษขนาด 1 ตารางเมตร ในหน่วยวัดเป็น แกรม (gsm: gram per square-metre) กระดาษชนิดเดียวกัน 120 แกรมจึงหนากว่ากระดาษ 80 แกรม

    การเลือกความหนาของกระดาษให้เหมาะสมกับงานพิมพ์ ต้องพิจารณาตามงานที่นำไปใช้ เช่นใช้ทำปกก็ต้องใช้กระดาษหนา ถ้าทำใบเสร็จมีหลายชั้นเมื่อเขียนแล้วต้องการให้ทะลุถึงชั้นล่าง กระดาษก็ต้องบาง ตัวอย่างที่นิยมใช้ ได้แก่

    1. • ใบเสร็จ และสิ่งพิมพ์ที่ต้องมีสำเนา นิยมใช้กระดาษประมาณ 40-50 แกรม

    2. • กระดาษหัวจดหมาย หน้าเนื้อในของหนังสือ นิตยสาร เนื้อในของสมุด นิยมใช้กระดาษประมาณ 70-80 แกรม

    3. • โบรชัวร์สี่สี หน้าสี่สีของนิตยสาร โปสเตอร์ นิยมใช้กระดาษประมาณ 120 - 160 แกรม

    4. • ปกหนังสือ นิตยสาร สมุด แฟ้มนำเสนองาน กล่องสินค้า นิยมใช้กระดาษประมาณ 260 แกรมขึ้นไป



  • หมึกถั่วเหลือง คืออะไร

    หมึกพิมพ์น้ำมันถั่วเหลือง มีลักษณะคล้ายกับหมึกพิมพ์ที่มีขายทั่วไป แตกต่างกันตรงส่วนประกอบที่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองมาทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันถั่วเหลืองที่นำมาใช้ไม่มีสารพิษและเป็นชนิดเดียวกับที่นำมาใช้ในการทำน้ำมันพืช เนย และสลัด หมึกพิมพ์น้ำมันถั่วเหลืองสามารถใช้งานกับการพิมพ์ระบบออฟเซ็ตปกติได้ทุกชิ้นงานและปัจจุบันได้มีการคิดค้นสูตรหมึกพิมพ์น้ำมันถั่วเหลืองให้สามารถใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น หมึกพิมพ์หนังสือพิมพ์ หมึกพิมพ์ระบบออฟเซ็ตแบบป้อนแผ่น

    คุณสมบัติของหมึกถั่วเหลือง

    น้ำมันถั่วเหลืองที่อยู่ในหมึกพิมพ์ช่วยให้สารสีทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและหาได้ง่ายทั่วโลก หมึกพิมพ์ที่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบมีส่วนผสมของสารระเหยต่ำ (VOCs) ช่วยให้มลพิษทางอากาศที่สูดดมเข้าไปลดน้อยลง นอกจากนั้นหมึกพิมพ์น้ำมันถั่วเหลืองยังช่วยให้นำกระดาษกลับมาใช้ใหม่ทำได้ง่ายขึ้นในกระบวนการแยกหมึกออกจากสิ่งพิมพ์

    จุดเด่น ของหึกถั่วเหลือง คือ

    1. • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    2. • ให้สีสันของหมึกที่สดใส

    3. • ช่วยยืดอายุการใช้ของเครื่องพิมพ์

    4. • กระดาษที่ใช้พิมพ์สามารถนำมา recycle ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเป็นฐานจากน้ำมันพืช

    5. • สามารถประหยัดหมึกในการพิมพ์งานยาว

    จุดด้อย ของหมึกถั่วเหลือง คือ

    1. • ไม่สามารถนำมาใช้กับงานประเภทที่เป็นหมึกได้ทุกอย่าง อาทิ ปากกาลูกลื่น พริ้นเตอร์ (Personal printers)

    2. • แห้งตัวช้ากว่าหมึกฐานน้ำมันปิโตรเลียม เนื่องจากว่า Soy ink ไม่มีการระเหยตัวละลายในโครงสร้างของ VOCs. (Volatile Organic Compounds)